สภาลานวัดตะโหมด ตำบลตะโหมด อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง เป็นอีกหนึ่งองค์กรชุมชนในสังคมภาคใต้ที่มีความเด่นชัดในด้านการทำงานเพื่อการฟื้นฟูประเพณีวัฒนธรรมชุมชน การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ได้ร่วมมือกับหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษา คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลังสงขลานครินทร์และวิทยาลัยการจัดการทางสังคม เพื่อการทำงานในการค้นหาแนวทางและนโยบายการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรป่าไม้ของชุมชน เพื่อส่งเสริมให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชุมชน สถาบันวิชาการและเยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยชุมชนคาดหวังว่า เมื่อมีการทำงานอย่างเป็นระบบร่วมกับองค์กรการหรือสถาบันการศึกษา จะสามารถพัฒนาแกนนำและขยายผลคนทำงานในชุมชนได้มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งแกนนำที่เป็นเด็กและเยาวชนซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชุมชนต่อไป นอกจากการพัฒนาแกนนำแล้วสิ่งที่ชุมชนคาดหวังคือ ชุดความรู้ที่จะได้จากชุมชนในเรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง
การดำเนินโครงการพัฒนานักจัดการความรู้ ชุมชนเพื่อการแก้ปัญหาความยากจนและสิ่งแวดล้อม หรือที่เราเรียกสั้น ๆ ว่า เป็นการสร้าง “หลักสูตรท้องถิ่น” ซึ่งเป็นการทำงานเพื่อต้องการแสวงหาแนวทางการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นที่จะเน้นไปที่การพัฒนานักจัดการความรู้ท้องถิ่น โดยหวังผลให้เกิดบุคลากรของชุมชนในการพัฒนาชุมชนเอง และที่สำคัญจะต้องตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนในยะยาวอีกด้วย โดยจะเป็นพัฒนาการทำงานในรูปแบบประสานความร่วมมือระหว่างองค์กรต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต้องความต้องการของชุมชนและความคาดหวังสุดท้ายที่ต้องการให้เกิดคือ “ชุดความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสามารถนำไปแปรเป็นการทำงานเพี่อพัฒนาชุมชนและสังคมที่เป็นประโยชน์ สามารถใช้ได้จริงกับชุมชนและขยายสู่ภายนอกชุมชนได้” ซึ่งในการสร้างหลักสูตรท้องถิ่นในครั้งนี้ได้ศึกษาบริบทชุมชนและแบ่งออกเป็นกลุ่มความรู้ต่าง ๆ มากมาย แต่ที่นำมาศึกษาเพื่อพัฒนาเป็นหลักสูตรท้องถิ่นแบ่งเป็น 6 ชุดความรู้ ได้แก่เรื่อง ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรน้ำ รูปแบบของการทำเกษตรกรรมของชุมชน เรื่องของอาหารและสมุนไพรในท้องถิ่น เรื่องของวัฒนธรรมประเพณี และสุดท้ายคือเรื่องของวิถีชีวิตและการทำมาหากิน ซึ่งเกิดจากความมุ่งหวังเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยฐานจากชุมชนเอง ไม่ใช่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอกชุมชนเป็นหลัก
ในการสร้างหลักสูตรท้องถิ่นของชุมชนตะโหมด เป็นการทำงานโดยแกนนำชุมชนและเยาวชนในชุมชน จำนวน 50 คน โดยร่วมมือกับนักศึกษาปริญญาโทและอาจารย์จากคณะสิ่งแวดล้อมศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในเบื้องต้นได้แนวทางการสร้างหลักสูตรท้องถิ่น ต่าง ๆ อาทิ ในเรื่องของสมุนไพรพื้นบ้าน ที่นำมาเป็นส่วนประกอบของการทำอาหาร จนสามารถสร้างเป็นปฏิทินอาหารในรอบระยะเวลา 1 ปี อย่างเช่น ในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นช่วงปลายฤดูฝนเข้าย่างสู่ฤดูหนาว จะมีพืชผัก สมุนไพรต่าง ๆ ออกมาค่อนข้างมากและยังเป็นช่วงที่มีปลาชุกชุม อาหารต่าง ๆ เช่นแกงเลียง แกงส้มปลาบ้าน ซึ่งนัยที่แฝงอยู่จากการทำอาหารคือ เรื่องของการดูแลสุขภาพด้วยตัวเองจากการกินการอยู่ และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนด้วยการหาปลาและพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านออกขายสู่ตลาด ในขณะที่ช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม จะเป็นช่วงที่พริกไทยออกผลผลิตก็จะทำการเก็บเกี่ยวและแปรรูปพริกไทยหรือจำหน่ายพริกไทยสด และในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม ก็จะเป็นช่วงที่สะเดาจะแตกยอดอ่อน ก็จะเป็นช่วงที่ชาวบ้านสามารถหาสะเดามาทานและขายเพื่อเพิ่มรายได้ ไม่ใช่เพียงแค่การเก็บหรือหาอาหารรับประทานหรือเพิ่มรายได้เท่านั้น แต่อีกหนึ่งประโยชน์จากการเข้าหาของป่าก็คือการดูแลรักษาป่าของชุมชน การสร้างแนวเขตกันไฟ การดูแลซ่อมแซมหรือปลูกป่าทดแทน การบำรุงรักษาป่า การค้นหาสมุนไพรรักษาโรค นอกจากนี้ในเรื่องของการจัดการทรัพยากรน้ำของชุมชนก็ยังเป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ วิถีของการดูแลรักษาน้ำและแหล่งน้ำของชุมชนเป็นการร่วมมือร่วมใจกันระหว่างผู้ใหญ่ เด็ก และเครือข่ายพระสงฆ์ในชุมชน มีการอบรมสั่งสอนลูกหลานจากผู้ใหญ่สู่ลูกหลานอย่างต่อเนื่องจนซึมซับเข้าสู่วิธีการคิดและวิถีชีวิตของเด็ก ๆ เยาวชน ด้วยการเล่าเรื่องและเชื่ออมโยงให้เห็นปัญหาต่าง ๆ อย่างชัดเจน โดยการหยิบยกเอาประเด็นต่างๆ ที่เป็นเรื่องจริง อาทิ ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ปัญหาน้ำท่วม ดินถล่ม จากทั้งนอกชุมชนและในชุมชนมาประกอบการการเชื่อมโยงคติธรรมความเชื่อของชุมชน เปรียบเทียบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ให้เห็นว่าในทางคติธรรมน้ำมาจากเทวดาซี่งอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า ส่งลงมาเพื่อความชุ่มชื่นให้มนุษย์โลกมีความสุขและเป็นคนดี สามารถทำมาหากิน และมนุษย์โลกก็จะต้องตอบแทนเทวดาด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า การดูแลไม่ตัดต้นไม้ การปลูกต้นไม้ ในขณะที่เชิงวิทยาศาสตร์ก็จะสอนลูกหลานให้เห็นคุณค่าของการดูแลต้นไม้เพื่อเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ และช่วยเรื่องของการเป็นตัวกระตุ้นให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เป็นต้น
ในการทำงานเพื่อสร้างหลักสูตรท้องถิ่นของชุมชนตำบลตะโหมดได้กำหนดช่วงเวลาไว้ประมาณ 2 ปี แบ่งการทำงานเป็น 2 ช่วง ในช่วงแรก จะเป็นการทำงานในพื้นที่เพื่อหาแนวทางให้ได้มาซึ่งหลักสูตรท้องถิ่น โดยการกระบวนการฝึกอบรมนักจัดการความรู้ การติดตามประเมินผลและการทดลองใช้หลักสูตรที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ในช่วงที่สองจะเป็นการนำความรู้หรือหลักสูตรท้องถิ่นไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่น ๆ ในภาคใต้และจะมีการติดตามประเมินผล ท้ายที่สุดเพื่อนำไปสู่การยกระดับและเผยแพร่สู่สังคม โดยผลคาดหวังที่จะต้องการได้ชุดความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการนำไปใช้และสามารถพัฒนาชุมชนท้องถิ่นได้